Jonathan Ive at Design Museum

DSC_0781

บันทึกจากการบรรยายของ Jonathan Ive ที่ Design Museum, London ในวันที่ 24 ตุลาคม 2004 ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร art4d ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เนื่องจากเมื่อไม่นานนี้ได้รับการติดต่อขอสัมภาษณ์เรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Apple จึงนึกถึงบทความนี้ขึ้นมา และขอนำมาเผยแพร่ที่นี่อีกครั้ง

แต่ไหนแต่ไรมา การศึกษาสอนให้ผมรู้จักศิลปินหรือนักออกแบบจากตัวผลงานเท่านั้น ถ้าไม่นับวงการแฟชั่นที่นักออกแบบต้องเดินคู่กับนางแบบบนเวทีเมื่อจบโชว์ทุกครั้งแล้ว โอกาสที่จะเห็นหน้าตานักออกแบบในสาขาอื่นๆ นั้นน้อยมาก แต่พักหลังๆ นี้ เหล่านักออกแบบเริ่มจะปรากฏตัวตามสื่อมากขึ้นๆ ตอนนี้ลูกค้า BMW เริ่มจำหน้า Chris Bangle ได้ คนซื้ออัลบั้มเพลงอาจแอบเห็นภาพ Peter Saville วางมาดเท่ได้ไม่แพ้ rock star เจ้าของอัลบั้ม นิตยสารบางเล่มเอารูปนักออกแบบขึ้นหน้าปกชัดเจนกว่าผลงาน จะบอกว่าสถานภาพของนักออกแบบในดวงใจคนบางกลุ่มเริ่มใกล้เคียงดาราก็ว่าได้

ในวันที่ผมไปเข้าร่วมฟังการสนทนากับ Jonathan Ive, vice president of industrial design แห่ง Apple, นักออกแบบผลิตภัณฑ์ผู้อยู่เบื้องหลังคอมพิวเตอร์สวยๆ ทุกรุ่นตั้งแต่ iMac สีลูกกวาดยัน PowerMac G5, iPod และอีกสารผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามอย่างหมดจด และความเป็นมิตรกับผู้ใช้ ผมตั้งใจไปนั่งฟังในฐานะผู้ชื่นชมผลงานออกแบบเป็นหลัก วางความเป็นสาวกลัทธิแมคไว้เป็นเรื่องรอง เพราะผมมอง Ive ในฐานะนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง ผมเชื่อว่าเขามึความสามารถพอที่จะมีสถานภาพใกล้เคียงดาราได้ไม่แพ้นักออกแบบคนไหนๆ แต่เรามักได้เห็นภาพของเขาในวีดีโอแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple และพูด (คาดว่าตามสคริปต์) เนื้อหาเดิมๆ ประมาณว่า “ยากนะ แต่เราก็ทำได้สำเร็จ” เท่านั้น

งานนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ที่ Jonathan Ive พูดในที่สาธารณะ และในฐานะตัวแทนของ Apple จึงห้ามถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ออกวางจำหน่าย ตลอดเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงเป็นการนั่งคุยกันสบายๆ เปิดให้ผู้ชมถามตลอดรายการ แต่เนื่องจากกุล่มผู้ชมจำนวนไม่น้อยเป็นสาวกแมคเสียบหูฟังสีขาวขณะรอคิว สื่อมวลชนหลายรายก็มาจากนิตยสารแมค จึงน่าเสียดายที่หลายคำถามเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวราวกับ Ive เป็นดารา ทั้งยังมีคำถามเรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์ของ Apple และความสำเร็จของ iPod แทรกอยู่เป็นระยะ ผมได้สรุปประเด็นที่น่าสนใจ และเกี่ยวข้องกับแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์มาดังนี้

focus & caring

Ive กล่าวว่านี่คือสองสิ่งที่นักออกแบบผลิตภัณฑ์ควรระลึกอยู่เสมอ และเป็นสิ่งที่อยากแนะนำนักศึกษาสายออกแบบผลิตภัณฑ์ทุกคน

การมีโฟกัสในที่นี้คือรู้อยู่เสมอว่าจะทุ่มความตั้งใจลงไปที่ใด เพื่อจะผลิตอะไร ตัวอย่างเช่น Apple สามารถเลือกผลิตสินค้าหลากหลายกว่านี้ได้ แต่ก็โฟกัสอยู่ที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด เป้าหมายหลักของ Apple ไม่ใช่การทำเงิน แต่เป็นการตั้งใจผลิตสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเชื่อว่าผลที่ตามมาคือขายได้ นี่เป็นความเชื่อที่ออกจะไร้เดียงสา แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าทำได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ คู่แข่งอาจจะพยายามใส่ฟังก์ชั่นเข้าไปในเครื่องเล่นเพลงให้มากเข้าว่า แต่ iPod ถูกออกแบบโดยไม่ลืมวัตถุประสงค์หลักที่เป็นเครื่องเล่นเพลง ทำให้ดีไซน์ของมันหมดจด และใช้งานง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ตัวผลิตภัณฑ์มีรายละเอียดที่ผู้ใช้อาจจะมองไม่เห็น แต่ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดี เช่น เราทุ่มเทออกแบบสปริงเล็กๆ หนึ่งตัวที่ทำให้เปิดจอของเครื่อง PowerBook G4 17″ ได้นุ่มนวลกว่าเครื่องยี่ห้ออื่นในขนาดจอเดียวกัน เรื่องแบบนี้ถ้าไม่บอกก็จะไม่มีใครรู้ หรือการใช้แม่เหล็กแทนตะขอเกี่ยวจอ ทำให้ลดชิ้นส่วนที่มีโอกาสแตกหักได้ง่ายออกจากเครื่องโน้ตบุ๊ค และยังเป็นการลดสิ่งรบกวนรอบหน้าจอซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดเวลาเครื่องถูกเปิดใช้งาน ความใส่ใจต่อสภาพแวดล้อม ทำให้ Apple ตั้งใจออกแบบคอมพิวเตอร์ที่คนไม่อยากโยนทิ้ง

Ive เชื่อว่า การที่โลกเรามีสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ไม่ดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีประโยชน์อยู่มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักออกแบบไม่มีความใส่ใจพอที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

ขั้นตอนการสร้างสรรค์

หลายคนอาจจะคิดว่าผลิตภัณฑ์บางตัวของ Apple ที่มีรูปร่างสวยงาม เกิดจากการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกไว้ก่อน แต่ความจริงแล้วเกิดจากการพัฒนาทุกส่วนของผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆ กัน ข้อจำกัดทางกลไกที่ฝ่ายเทคนิคต้องเอาชนะ ความเป็นไปได้ในขั้นตอนการผลิตวัสดุแต่ละชนิดที่ทั้งทีมต้องร่วมกันศึกษา และการสะสมประสบการณ์จากผลิตภัณฑ์ชิ้นก่อนๆ ทั้งหมดนี้ต้องทำควบคู่กันไปจึงจะสำเร็จ

*หมายเหตุ เรื่องความเป็นไปได้ในการผลิตวัสดุนี้ ถ้าสังเกตผลิตภัณฑ์ของ Apple หลายๆ ตัวในช่วงเวลาใกล้เคียงกันจะเข้าใจได้ดี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น ความรู้เรื่องการขึ้นรูปอลูมินัมชิ้นเดียวเป็นขนาดใหญ่ถูกถ่ายทอดจาก PowerMac G5 สู่ชิ้นส่วนฐานของ iMac G5 หรือการใช้อลูมินัมร่วมกับพลาสติกจาก iPod mini สู่ Mac mini)

การแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ในรายละเอียดเล็กๆ ไม่ได้ทำไปสนองความสงสัยของทีมออกแบบเล็กๆ แต่เพื่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดี

การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่ได้เริ่มต้นที่ design brief แต่เกิดจากการระบุปัญหา และมองเห็นโอกาสจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และปัจจัยอื่นๆ ควบคู่กันไป ตัวอย่างเช่น iPod เกิดขึ้นจากการที่ hard disk มีขนาดเล็กลงมากๆ ประจวบเหมาะกับการที่ Apple มี software จัดการเพลงที่ดีมากๆ อย่าง iTunes โดยที่การจัดหมวดหมู่ การป้อนข้อมูล สามารถทำได้สะดวกกว่าบนคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ความเรียบง่ายของ iPod จึงมาจากการที่มันเป็นส่วนประกอบหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่ามาก ไม่ต้องพยายามให้อุปกรณ์เล็กๆ ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะผลิตกล่องเล็กๆ อะไรซักอย่างที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยแต่ใช้ยาก แทนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำอะไรอย่างหนึ่งได้ดีจริงๆ

การตัดสินใจที่สำคัญๆ ในแต่ละครั้งเกิดจากการลองผิดลองถูก โดยมีพื้นฐานความเชื่อว่าต้องมีทางออกที่ดีกว่าอยู่เสมอ ต้องไม่กลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวทำให้ย้อนกลับไปหาไอเดียเก่าด้วยความมั่นใจยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าทางออกสุดท้ายจะเป็นไอเดียแรกสุดก็ตาม

และท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ จะสวยแค่ไหน ก็ไม่อาจดึงดูดใจผู้ใช้ได้นาน iMac ไม่ได้ขายดีเพราะความสวย แต่เป็นเพราะ user experience ที่หมดจดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การแกะกล่องจนถึงใช้งาน

นับถือใครเป็น Design Hero

Ive ตอบทันทีว่าในบรรดาผู้มีอิทธิพลในวงการ Marc Newson เป็นหนึ่งในหลายคนที่สมควรได้รับการยกย่องมากที่สุด ซึ่งขณะนั้นมีนิทรรศการผลงานของ Marc Newson จัดแสดงอยู่ที่ Design Museum พอดี (ในวันนั้น Ive ใส่นาฬิกา IKEPOD สายยางสีขาว) Ive พูดติดตลกว่า “ถ้าคุณได้ชมนิทรรศการที่ชั้นล่างแล้วจะรู้ว่า มันดีจนน่าหงุดหงิดเลย” และเมื่อผู้ชมอีกท่านถามว่าความเป็นคนพิถีพิถัน ทำให้มีปัญหาในการเลือกซื้อของในชีวิตประจำวัน เช่น โทรศัพท์มือถือ บ้างหรือไม่ Ive ยอมรับว่า การเลือกโทรศัพท์มือถือที่ดีจริงๆ สำหรับเขานั้นยากมาก แต่รู้สึกจะมีอยู่เครื่องหนึ่งแสดงอยู่ที่ชั้นล่าง โทรศัพท์มือถือเครื่องที่ว่าก็คือ Talby โดย Marc Newson นั่นเอง

DSC_0782

หลังจากจบการสนทนา ผมเข้าใจอย่างกระจ่างว่าทำไม Ive จึงไม่มีสถานะเป็นดารา ท่าทีที่เรียบง่าย น้ำเสียง และลักษณะการพูดบ่งบอกว่า เขาเป็นคนเรียบร้อย ถ่อมตน และรักงานที่เขาทำอย่างมาก จะแสดงอาการกระตือรือล้นเพียงเล็กน้อยเมื่อได้อธิบายภาพส่วนประกอบภายในของเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น ทุกครั้งที่พูดถึงขั้นตอนการออกแบบ เขาใช้คำว่า we หรือ our team ไม่มีคำว่า I ให้ได้ยินสักครั้งเดียว และยังกล่าวยกย่องความสำเร็จของทีม mechanic และ hardware engineer อยู่บ่อยๆ คติสองคำที่เขาย้ำอยู่หลายครั้ง คือ focus & caring อาจจะไม่ได้ฟังดูน่าตื่นเต้นหรือชวนฮึกเหิม ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่ใช้ได้กับการทำงานทุกแขนง แต่สองคำนี้ทำให้ผมหายสงสัยว่าทำไมผลิตภัณฑ์ของ Apple จึงมีองค์ประกอบที่ทำให้ใช้แล้วนั่งอมยิ้มเมื่อค้นพบ เพราะผมเชื่อว่า Jonathan Ive ยึดมั่นในสองคำนี้มากกว่าใคร

ขณะที่ผู้ชมกำลังทยอยกันเดินออกจากห้องบรรยาย มีกลุ่มคนหนุ่มสาวยืนต่อคิวตั้งท่ารอขอลายเซ็นของ Ive บน iPod และ PowerBook แต่ก็ถูกทีมงานห้ามไว้ “คืนนี้ Jony จะไม่แจกลายเซ็นบนอะไรทั้งนั้น โปรดเข้าใจด้วยว่าเขาเป็นคนขี้อาย”

4 Responses to “Jonathan Ive at Design Museum”

  1. เป็นบทความที่ดีเยี่ยมมากครับ ทั้งที่นี่และ http://www.apple191.com โชคดีของผมที่ได้อ่านครับ

  2. ขอบคุณมากครับ

  3. ขอบคุณมากครับสำหรับบทความดีๆ นี้ ผมก็ติดตามมาจาก apple191 เช่นกัน

    ในฐานะที่เป็นคนทำงานศิลปะ และเกี่ยวพันธ์กับการออกแบบ การเลือกซื้อสินค้าแต่ละอย่างสำหรับผมนั้นก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก แต่ช่วงที่ผ่านมา Apple ได้ออกโปรดักส์ที่ตอบสนองความต้องการ และทำให้ผมตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้นด้วยดีไซน์ที่ถูกใจ

  4. […] และถอดเทปแปลเป็นไทยให้อ่านกันด้วยweeviraporn.com (สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน […]

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.